ชื่อผู้แจ้ง : ชื่อผู้แจ้งข่าว admin     สถานีฯ admin      เวลาที่แจ้งข่าว แจ้งวันที่ : 18 พฤศจิกายน 2562 เวลา 14:32:37      ถูกเปิดอ่านแล้ว 646 ครั้ง  646 / 0 ครั้ง
ประเภท : [ บทความ ]      ยานพาหนะ      ยานพาหนะ      ยานพาหนะ

ข้อควรระวัง 9 สัญญาณไฟเตือนบนหน้าปัดรถยนต์

http://99thai.com แฟนที่ 99thai.com


ข้อควรระวัง 9 สัญญาณไฟเตือนบนหน้าปัดรถยนต์



หลายคนที่ใช้รถ อาจจะสงสัย หรือไม่เข้าใจกับสัญญาณเตือนที่แสดงอยู่หน้ารถ บางครั้งก็มองข้ามสัญญาณเตือนไปโดยไม่ได้ใส่ใจ แต่จริงๆแล้ว มันคือสิ่งที่กำลังบ่งบอกถึงความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นในรถของคุณ ดังนั้นคุณควรที่จะเรียนรู้เบื้องต้น เพื่อแก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง เราจึงได้รวบรวมสัญญาณที่สำคัญๆ มาเตือนว่ามันบ่งบอกถึงอะไรบ้าง 





โดยเรียงลำดับความสำคัญของสัญญาณเตือนตามสีต่างๆ ดังนี้ สีแดง –> สีเหลือง –> สีเขียว (สีแดง สำคัญที่สุด) ถ้าหากมีสัญลักษณ์สีแดงโชว์ขึ้นมา คุณไม่ควรมองข้าม





ไฟเตือนสีแดง หมายถึง ต้องหยุดใช้รถทันที และ รีบตรวจสอบความผิดปกติตามรูปไฟเตือนที่ปรากฎในทันที




คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่

ไฟเตือนสีเหลือง หมายถึง การแจ้งเตือน สามารถใช้งานรถต่อไปได้ แต่ต้องระมัดระวังในการใช้งาน





ไฟเตือนสีเขียว หมายถึง ผู้ขับกำลังใช้งานอุปกรณ์ของรถยนต์ที่ไม่เกิดความเสียหายอยู่

ต่อไปเรามาดูกันว่า สัญลักษณ์แต่ละอย่างนั้น จะบ่งบอกถึงความผิดปกติ หรือข้อควรระวังในเรื่องอะไรบ้างเกี่ยวกับรถของคุณ





1. สัญญาณไฟรูปตู้จ่ายน้ำมัน


หากเห็นสัญญาณนี้ แน่นอนว่าทุกคนเข้าใจได้อย่างแน่นอนว่า เป็นการเตือนว่าน้ำมันกำลังอยู่ในระดับต่ำ ให้เติมน้ำมันก่อนที่จะหมด โดยส่วนใหญ่จะสามารถวิ่งต่อได้อีกประมาณ 40-100 กิโลเมตร และสัญลักษณ์รูป สามเหลี่ยมเล็กๆ ด้านข้างถังนั้น ช่วยบ่งบอกว่าฝาถังน้ำมันอยู่ด้านไหน เวลาเข้าปั้มเติมน้ำมันจะได้จอดถูกฝั่งจ่ายน้ำมัน





2. สัญญาณไฟรูปปรอทมีขีดระดับน้ำ


หากขึ้นสัญญาณนี้ หมายถึง การเตือนเรื่องความผิดปกติของระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ เช่น พัดลมหม้อน้ำไม่ทำงาน น้ำย าหล่อเย็นขาด หรือ รั่ว เป็นต้น ควรที่จะตรวจสอบรถของคุณโดยเร็ว ไม่ควรฝืนใช้รถต่อ เพราะอาจจะทำความ เสียหาย อย่างหนักให้เครื่องยนต์ได้





3. สัญญาณไฟเครื่องหมายตกใจกลางวงกลม หรือเบรค


จะมี 2 กรณี คือ เมื่อมีการดึงเบรกมือ หรือลดเบรกมือยังไม่สุด จะทำให้สัญลักษณ์นี้ติดขึ้นมา แต่ถ้าหากลดเบรกมือแล้วยังไม่หาย คงต้องตรวจสอบระบบเบรก โดยดูระดับน้ำมันเบรกเป็นสิ่งแรก เพราะโดยปกติแล้วสัญญาณนี้จะแจ้งเมื่อน้ำมันเบรกลดลงต่ำกว่าระดับปกติ แต่บางรุ่นจะแยกกันระหว่างระบบเบรกกับเบรกมือไว้แยกจากกัน





4. สัญญาณถุงลมนิรภัย


สัญญาณนี้ เป็นการเช็คถุงลมนิรภัยของระบบตัวรถ จะขึ้นมาค้างประมาณ 5 วินาทีหลังสตาร์ทรถ แต่ถ้าหลังจากสตาร์ทเครื่องแล้วยังไม่ยอมหาย นั่นหมายถึงถุงลมนิรภัยอาจจะไม่ทำงาน ควรเอารถเข้าอู่หรือศูนย์บริการเพื่อตรวจสอบการทำงาน เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถ หากเกิดเหตุฉุกเฉิก จะไม่มีถุงลมป้องกันภัย





5. สัญญาณแบตเตอรี่ ขั้วบวก ขั้วลบ


หากเห็นสัญญาณนี้ หมายถึง ไดร์ชาร์จทำงานผิดปกติ เช่น ไดร์ชาร์จเสี ย ไม่ชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ หรือ ไม่มีการจ่ายไฟเข้าใช้งานในระบบรถยนต์ เมื่อใช้ไปเรื่อยๆอาจทำให้ระบบไฟฟ้าทั้งหมดในรถยนต์ไม่ทำงาน ดังนั้นควรตรวจเช็ครถให้ดี





6. สัญญาณมีระบุคำว่า ABS


หากมีสัญญาณแบบนี้เตือน อาจจะหมายถึงระบบเบรค ABS มีปัญหา ให้นำรถเข้าตรวจสอบกับอู่ทันที แต่ระบบเบรกยังสามารถใช้งานได้ปกติอยู่ แต่เมื่อมีการเหยียบเบรกกะทันหันจนล้อล๊อค ระบบ ABS อาจจะไม่ทำงาน บางคนอาจจะงง จะขออธิบายเสริมนิดหน่อยว่า ระบบเบรค กับ ระบบเบรค ABS นั้นคนละส่วนกัน ตัว ABS คือระบบช่วยไม่ให้ล้อล๊อกเวลาเบรคกระทันหัน จนรถเสี ยการทรงตัวไถลไปตามพื้นถนน เป็นการช่วยลดโอกาสที่รถจะ พลิกคว่ำ หรือ ไถลตกข้างทาง 





7. สัญญาณรูปตะเกียงน้ำมันมีน้ำหยด


หากมีสัญญาณนี้ขึ้นมา หมายถึง น้ำมันเครื่องในเครื่องยนต์มีต่ำมากจนไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นไม่ควรฝืนใช้รถต่อ เพราะอาจจะทำให้เครื่องยนต์มีปัญหาได้ หากเช็คแล้วน้ำมันเครื่องยังอยู่ในระดับปกติ แต่มีไฟโชว์ขึ้นมาก็เป็นไปได้ว่า ปั๊มน้ำมันเครื่องอาจมีปัญหา ทำให้ไม่สามารถปั้มส่งน้ำมันเครื่องไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของเครื่องยนต์ได้อย่างทั่วถึง





8. สัญญาณเครื่องยนต์


ตัวนี้เป็นสัญญาณที่ที่สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุมากๆ ถ้าไฟรูปเครื่องโชว์ขึ้นมาแล้วไม่หายไปเมื่อไหร่ แสดงว่าการทำงานของเครื่องยนต์เริ่มมีปัญหาแล้ว ต้องทำการตรวจสอบด้วยเครื่องของทางศูนย์บริการหรืออู่

สาเหตุที่ทำให้ ไฟเครื่องยนต์โชว์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเครื่องยนต์ออกมาให้ข้อมูลว่า เมื่อไฟเครื่องยนต์ Engine โชว์เป็นแค่การเตือนให้รู้ว่าระบบเครื่องยนต์มีการทำงานผิดพลาด ซึ่งไม่ใช่เครื่องยนต์พัง เพียงแต่ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ รถไม่สามารถขับเคลื่อนไปต่อได้ 

ลองมาดูวิธีแก้ไขที่หลายคนประสบพบเจอมา ดังนี้

- ตรวจสอบออกซิเจนเซ็นเซอร์ หรือ หม้อพักแคทาไลติคคอนเวอร์เตอร์

- ตรวจสอบเทอร์โมสตัท คอยล์จุดระเบิด และหัวเทียน ลองเปลี่ยนสายหัวเทียน เป็นการแก้ไขเบื้องต้น

- ตรวจสอบฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิง ปิดให้แน่นๆ

- ตรวจเช็กเซ็นเซอร์วัดมวลอากาศ

- ตรวจสอบวาล์วระบบควบคุมไอระเหยน้ำมันเชื้อเพลิง

- ลองเปลี่ยนโซลินอยด์ระบบควบคุมไอระเหย โซลินอยด์น้ำมันเชื้อเพลิง กรองน้ำมันเชื้อเพลิง





9. สัญญาณไฟรูปตู้จ่ายน้ำมันแต่มีจุดๆอยู่ด้านล่าง


หากมีสัญญาณนี้ปรากฏขึ้นมา หมายถึง กรองน้ำมันกำลังมีปัญหา อาจเกิดจากการที่กรองน้ำมันตัน หรือมีน้ำผสมอยู่ในน้ำมันมากเกินไป ควรทำการเช็คตัวกรองให้ดี

จากที่นำเสนอไป เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนของสัญญาณเตือนในรถ ซึ่งยังมีอีกมากมายที่คนใช้รถต้องเรียนรู้ไว้ หากเกิดการแจ้งเตือนขึ้น จะได้รู้สาเหตุและวิธีแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง และรวดเร็ว เพื่อให้คุณดูแลรถได้อย่างดี และใช้งานไปได้อีกนานๆ









จัดทำโดย 99Thai เทคโนโลยี ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น