ชื่อผู้แจ้ง : ชื่อผู้แจ้งข่าว admin     สถานีฯ admin      เวลาที่แจ้งข่าว แจ้งวันที่ : 21 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 22:48:26      ถูกเปิดอ่านแล้ว 136 ครั้ง  136 / 0 ครั้ง
ประเภท : [ บทความ ]      ยานพาหนะ      ยานพาหนะ      ยานพาหนะ
ชื่อเรื่อง :

ค่า CCA ของแบตเตอรี่ ต่ำสุดที่พอสตาร์เครื่องยนต์ได้

http://99thai.com แฟนที่ 99thai.com


ค่า CCA ของแบตเตอรี่ ต่ำสุดที่พอสตาร์เครื่องยนต์ได้


CCA ย่อมาจาก Cold Cranking Amp
ซึ่งหมายถึงความสามารถในการจ่ายกระแสเพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ในสภาวะอากาศหนาว หรือความสามารถในการทนทานที่ถูกกระชากไฟในการสตาร์ทต่อครั้ง ซึ่งค่า CCA ยิ่งสูง ยิ่งดี 

การวัดแบตเตอรี่ ค่า CCA คืออะไร
CCA ย่อมาจาก (Cold Cranking Amp) ยิ่งค่า CCA สูงเท่าไหร่ก็แสดงว่ามีกำลังสำหรับสตาร์ทแรงเท่านั้น อุณหภูมิที่ใช้เป็นตัวกำหนดมาตรฐานการวัดค่า CCA นั้นแตกต่างกันไปตามแต่มาตรฐาน เช่น ตามมาตรฐานของ IEC คือ -18องศาเซลเซียส เป็นต้น

ค่า CCA นี้มีความจำเป็นต่อทวีปยุโรปเพราะในสภาพอากาศหนาว จะทำให้ CCA น้อยลง

การวัดค่า CCA นั้นมีการกำหนดมาจากหลายมาตรฐาน
ตัวอย่างเช่น แบตเตอรี่ 1 ลูก ถ้าวัดตามมาตรฐาน SAE ได้ค่า CCA ที่ 450, วัดตาม EN จะได้ 420, วัดตาม IEC จะได้ค่า 290 และวัดตาม DIN จะได้แค่ 255 ดังนั้น ค่าที่แปะไว้บนแบตเตอรี่เป็นมาตรฐานอะไร?

ค่า CCA=450 มีหลายมาตรฐาน อยู่ที่เราเลือกวัด
> มาตรฐาน SAE ค่า CCA จะอยู่ที่ 450 (ส่วนใหญ่บ้านเราใช้มาตรฐานนี้)
> มาตรฐาน EN ค่า CCA จะอยู่ที่ 420
> มาตรฐาน IEC ค่า CCA จะอยู่ที่ 290
> มาตรฐาน DIN ค่า CCA จะอยู่ที่ 255

การเลือกวัดมาตรฐานไหนขึ้นอยู่กับความนิยมและโซนที่อยู่แต่ละที่แล้วแต่ความเหมาะสม

สิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาในการวัดค่า CCA ก็คือ
ค่าที่วัดได้นี้จะลดน้อยถอยลงตามสภาพแบตเตอรี่ และสถานะของแบตเตอรี่ เช่น แบตเตอรี่ที่ไฟอ่อนหรือไฟหมด ค่า CCA ที่วัดได้จะน้อยลงแต่เมื่อชาร์จไฟเต็มแล้วค่าที่วัดได้จะมากขึ้น ดังนั้นค่า CCA อย่างเดียวจึงไม่อาจระบุได้ว่าแบตเตอรี่เสียหรือไม่

การวัดค่าต่างๆ ในตัวแบตเตอรี่ มีหลายค่าที่ต้องวัด
เพื่อทราบถึงประสิทธิภาพของการทำงานของแบตเตอรี่ นอกเหนือจากการวัดค่าแรงดันไฟ Volatage no-load แล้วค่าอื่นๆ ก็มีความสำคัญเช่นกัน แต่ถ้าจะมาจำเพาะเจาะจงถึงเรื่องกำลังไฟสำหรับการติดหรือการสตาร์ทเครื่องยนต์ สิ่งที่สามารถบอกถึงประสิทธิภาพในเรื่องนี้คือการวัดค่า CCA (Cool Cranking Ampere)

ค่า CCA ( Cool Cranking Ampere ) คือ
ค่าที่บอกจำนวนกระแสไฟฟ้า ที่แบตเตอรี่ลูกนั้นๆ สามารถส่งออกมาในระยะเวลา 30วินาที (ที่อุณหภูมิ 0 องศาฟาเรนไฮต์ ประมาณ -18 องศาเซลเซียส) จนกว่าแรงดันไฟของแบตเตอรี่จะตกลงไปที่ 1.2 โวลต์ ต่อเซล หรือต่ำกว่า7.2โวลต์ ในกรณีสำหรับแบตเตอรี่ 12โวลต์ ด้วยเหตุนี้ แบตเตอรี่ 12โวลต์ที่มีค่า CCA 600 บอกเราคือแบตเตอรี่จะปล่อยกระแสไฟ 600แอมป์ เป็นเวลา30 วินาที ที่อุณหภูมิ 0 องศาฟาเรนไฮต์ จนกว่าแรงดันไฟของแบตเตอรี่จะตกลงไปที่ 1.2โวลต์ต่อเซล หรือ 7.2โวลต์ต่อลูก

เมื่อค่าที่วัดได้ เปรียบเทียบกับค่าที่ระบุจากแบตเตอรี่ และจากผู้ผลิตรถยนต์ ไม่ตรงกัน อาจก่อปัญหาได้ เช่นถ้าค่าที่วัดได้ต่ำกว่าที่ผู้ผลิตรถยนต์กำหนดให้ใช้ อาจทำให้แบตเตอรี่ไม่มีกำลังพอที่จะสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ ซึ่งเหตุการณ์เกิดได้บ่อยกับรถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่เป็นเวลานานและไม่มีการตรวจเช็คอย่างถูกต้อง ทำให้ต้องขอพ่วงไฟเพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์จากรถยนต์คันอื่นๆ

การตรวจเช็ครถยนต์ครั้งต่อไป อย่าลืมให้ช่างเช็คค่า CCA ของแบตเตอรี่ด้วย เครื่องทดสอบแบตเตอรี่ MICRO-200 

CCA (Cool Cranking Ampere) ค่านี้สำคัญอย่างไร
ค่านี้เป็นค่าที่บอกถึงกำลังไฟสำหรับการติดหรือการสตาร์ทเครื่องยนต์นั้นเอง ถ้าค่านี้ลดลงไปอาจทำให้มีกำลังไฟไม่พอสำหรับการสตาร์ทเครื่องยนต์ได้(แต่การสตาร์ทเครื่องยนต์ไม่ติดก็อาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆประกอบด้วยเช่นกัน) ซึ่งค่า CCA จะไม่เท่ากัน แตกต่างกันไปตามแต่ขนาดของแบตเตอรี่ และรุ่นที่มีกำลังไฟแอมป์ที่ต่างกัน  นอกจากนั้นระหว่างแบตเตอรี่ชนิดเติมน้ำกลั่น(แบตน้ำ) กับแบตเตอรี่พร้อมใช้กึ่งแห้งกึ่งน้ำ(แบตแห้ง) ก็อาจมีค่า CCA ที่ต่างกันได้ เราจึงควรเลือกให้เหมาะกับการใช้งานของเรา

ยกตัวอย่างเช่น : 
แบตเตอรี่ที่มีกระแสแอมป์เท่ากันคือ 45 แอมป์ ระหว่างแบตแห้งกับแบตน้ำ ค่า CCA ของแบตแห้งจะสูงกว่าคือ 433 ในขณะที่แบตน้ำจะมีค่า CCA นี้คือ 325 และถ้าคุณใช้รถไม่บ่อย ต้องจอดทิ้งไว้นานๆ หรือไปต่างประเทศนานๆบ่อยๆ ก็ควรเลือกแบตเตอรี่ชนิดที่มี CCA สูงกว่า หรือควรเลือกใช้แบตเตอรี่กึ่งแห้งกึ่งน้ำนั้นเอง เพราะสามารถเก็บไฟได้นานกว่า และอยู่อึดทนนานกว่า

ฉะนั้นการเลือกซื้อแบตเตอรี่ควรคำนึงถึงค่า CCA กับราคา เปรียบเทียบกันเป็นหลัก แบตเตอรี่ราคาที่สูงควรมีค่า CCA ที่สูงด้วย การที่มีค่า CCA ตัวนี้ ช่วยให้เราไม่ถูกร้านค้าหลอกเพราะหากใช้เครื่องวัดค่า CCA มันหลอกเราไม่ได้

กรณีที่แบตเตอรี่เสียก่อนอายุอันควร(ช๊อตช่อง) สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาส่วนใหญ่เกิดจากกำลังไฟจากไดชาร์จจ่ายไฟมากเกินไฟ(โอเวอร์ชาร์จ) หรืออุณหภูมิร้อนเกินไป แผ่นฐาตุอาจกรอบ,หักได้ เป็นเหตุให้บางคนใช้แบตฯได้ไม่ถึงปี บางคนใช้แบตฯได้ปีกว่า บางคน 2-3ปี ขึ้นอยู่กับการใช้งานรถ และความชำนาญในการวิเคราะห์ของช่างด้วย

อย่างไรก็ตามความชำนาญในการเลือกแบตเตอรี่ ควรให้ร้านค้าที่ไว้ใจได้แนะนำเรื่องแบตเตอรี่ให้





แสดงผลการตรวจสอบแบตเตอรี่ใหม่ ประเภทแบตน้ำ ขนาด 75Ah เมื่อไดชาร์จไฟจนมีแรงดันไฟถึง 13โวลท์ จะมีค่า CCA สูง เท่ากับ 535 CCA (ถ้าระดับไฟ 12.6โวลท์ จะมีค่า CCA อยู่ในช่วง 520CCA) วัดด้วยเครื่องมือวัด CCA เป็นค่าจริง ไม่ได้หลอกลูกค้า เชื่อถือได้แน่นอนว่าแบตเตอรี่ลูกนี้ สามารถใช้งานได้กับรถเครื่องยนต์ 2,000-2,500cc ได้จริง อายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนาน 2-4ปี





ลูกค้าบางคนก็เถียงว่า "แบตเตอรี่มีค่า CCA สูงอยู่" ไม่ยอมเปลี่ยนแบตเตอรี่ ขับรถไปเสี่ยงสตาร์ทไม่ติดระหว่างทาง แล้วมาบ่นว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร?


ให้เปรียบเทียบค่า CCA แบตเตอรี่ สำหรับใช้สตาร์ทเครื่องยนต์ กี่ CC นะจ๊ะ






ตัวอย่าง ระบบไดชาร์จแบตเตอรี่ ระดับแรงดันไฟชาร์จ เท่ากับ 14.2โวลท์ แสดงผลการชาร์จ อยู่ในระดับปกติ CHARGING NORMAL คือมีไฟชาร์จเข้าแบตเตอรี่อยู่ในช่วง 13.9 - 14.2 โวลท์ ไดชาร์จทำงานอย่างสมบูรณ์ จะมีการชาร์จประจุไฟแบตเตอรี่ได้ มีแรงดันไฟฟ้ามากกว่า 12.6โวลท์ เราสามารถใช้เครื่องมือ MICRO-200 วิเคราะห์ผลได้จริงๆ มีมาตรฐาน ไม่หลอกลวงลูกค้าแน่นอน





ตัวอย่าง แบตเตอรี่เก่าในรถลูกค้า สามารถวัดคุณภาพได้ 345 CCA (หลังจากชาร์จไฟด้วยไดชาร์จ ได้ระดับไฟ 13.6โวลท์) สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ 2,500cc ได้ แต่เมื่อสังเกตุค่า CCA เปรียบเทียบในตาราง ที่มีค่า CCA ต่ำสุดที่จะสตาร์ทเครื่องยนต์ 2,500cc มีค่า CCA ต่ำสุด 325 ซึ่งวิเคราะห์ได้ว่าแบตเตอรี่เก่า มีค่า CCA ต่ำ จนใกล้จะสตาร์ทเครื่องยนต์ 2,500cc ไม่ได้แล้ว (สาเหตุก่อนหน้าที่เราไปตรวจสอบแบตฯเพราะตอนเช้าลูกค้าสตาร์ทรถยนต์ไม่ติด วัด CCA ได้ 175) สรุปคือแบตเตอรี่ลูกนี้ใกล้เสื่อมสภาพแล้วนั่นเอง

ดังนั้นผู้ใช้รถยนต์ อย่าด่วนสรุปว่า ค่า CCA สูงถึง 350 CCA ก็จริง แต่ในการใช้แบตเตอรี่สตาร์ทเครื่องยนต์ ที่มี cc แต่ละขนาดไม่เหมือนกัน และแบตเตอรี่ที่ใกล้เสื่อมแล้ว จะมีระดับแรงไฟลดลง(เมื่อจอดรถนานๆ) ส่งผลให้ค่า CCA ลดลง ต่ำกว่า 300 CCA สำหรับเครื่องยนต์ 2,500cc จึงไม่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ นั่นเอง 





กรณีแบตเสื่อม(แบตเก่าใช้งานหลายปี) อาการแรงดันไฟต่ำเหลือ 10โวลท์ ที่ร้านเรา 99ไทยแบตเตอรี่ รถยนต์ลูกค้าเจอปัญหานี้บ่อยๆ แล้วเราวิเคราะห์ให้ทราบ โดยแบตเตอรี่ลูกค้าสตาร์ทรถยนต์ไม่ได้ เราวัดไฟได้เพียง 10โวลท์ แม้เราจะชาร์จไฟใหม่ ในขณะชาร์จไฟจะได้แรงดันไฟ 13โวลท์ แต่พอถอดเครื่องชาร์จออก เพียงระยะเวลาไม่ถึงนาที ไฟแบตเตอรี่ก็จะลดลงเหลือเพียง 10โวลท์อีก ไม่สามารถสตาร์ทรถยนต์ได้ เมื่อวัด CCA ก็จะได้ค่าต่ำด้วย(น้อยกว่า180CCAก็ใกล้เสื่อมแล้ว) จึงแสดงว่า แบตเตอรี่เสีย มีอาการไฟต่ำกว่า 12โวลท์ นั่นเอง

ค่าแรงดันไฟฟ้า มีความสัมพันธ์กับค่า CCA ด้วย แม้ค่า CCA จะสูง แต่แรงดันไฟต่ำเพียง 10โวลท์ จึงไม่มีแรงไฟพอที่จะสตาร์ทรถยนต์ได้ (ระดับแรงไฟในการจ่ายไดสตาร์ทไม่ควรต่ำกว่า 10.7โวลท์)





เมื่อเราตรวจสอบแบตเตอรี่ที่เสื่อมจริงๆ มีค่า CCA = 75 ซึ่งต่ำกว่า 100CCA แต่ยังมีระดับไฟถึง 12.8โวลท์ ผู้ใช้รถยนต์มักด่วนสรุปว่าแบตเตอรี่มีแรงไฟสูงถึง 12.8โวลท์ จะสามารถใช้สตาร์ทรถยนต์ได้ แต่ไม่เป็นความจริงเลย เพราะค่า CCA ต่ำกว่ามาตรฐาน แบตฯมีอาการแย่แล้ว





ตัวอย่างการใช้เครื่องทดสอบโหลด เมื่อแบตเตอรี่มีระดับไฟ 12.8โวลท์ แต่ค่า CCA ต่ำกว่ามาตรฐาน วัดได้ 75 CCA ซึ่งเราวิเคราะห์ว่าแบตเตอรี่เสื่อม





ทดลองจ่ายโหลด แบตเตอรี่ที่เสื่อมแล้ว มีค่า CCA ต่ำ เมื่อมีการจ่ายโหลด(สตาร์ทเครื่องยนต์) จะทำให้ระดับไฟลดต่ำลง เหลือแค่ 6.88โวลท์ ซึ่งไม่พอจ่ายไฟให้ไดสตาร์ท(ไดสตาร์ทต้องการระดับไฟไม่น้อยกว่า 10.7โวลท์ จึงจะสตาร์ทเครื่องยนต์ได้) นี่คืออาการที่แบตเสื่อม จ่ายไฟไม่ถึง 10.7โวลท์





เครื่องทดสอบการจ่ายโหลดของแบตเตอรี่ แสดงผลว่าแบตเตอรี่แย่ BAD เข็มมิเตอร์ชี้อยู่ในแถบสีแดง




จัดทำโดย 99Thai เทคโนโลยี ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น